กลับเข้าใช้แบบ Desktop/Laptop คลิกที่นี่

ในสมัยพุทธกาลในขณะที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเทศนาธรรมท่ามกลางพุทธบริษัทสี่จำนวนมากอยู่นั้น พระองค์ทรงตรัสว่า “วันนี้พวกเราโชคดี ที่ได้มีพระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ (พระแม่กวนอิม) เสด็จมาร่วมฟังธรรมด้วย” เมื่อนั้นพระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ก็ทรงเปล่งรัศมีสว่างไสวไปทั่วทั้งทศทิศ สมณสงฆ์พร้อมสาธุชนซึ่งมาร่วมฟังพระธรรมเทศนาแห่งพระบรมศาสดาจึงเห็นพระรัศมีแห่งพระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์เสมือนพระองค์มีพันกร

พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ทรงเปล่งวาจา ขอให้พระพุทธศาสนายั่งยืนเป็นหมื่นปี โดยพระองค์จะสร้างพระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าหนึ่งหมื่นพระองค์ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา แด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

ด้วยเหตุนี้เองในปี พ.ศ. 2529 พระเดชพระคุณพระอาจารย์ใหญ่ฯ จึงมีดำริที่จะจัดสร้างพระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าหนึ่งหมื่นพระองค์ ณ ฝั่งตรงข้ามตำหนักพระแม่กวนอิม โชคชัย 4 แห่งนี้ ด้วยปณิธานของพระเดชพระคุณพระอาจารย์ใหญ่ฯ ที่ต้องการเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ท่านจึงตัดสินใจสร้างพระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าหนึ่งหมื่นพระองค์ เป็นสถานปฏิบัติธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ถวายแด่พระพุทธองค์บนผืนแผ่นดินไทยแห่งนี้ ให้ทั่วโลกเดินทางมากราบไหว้ 

ถึงแม้ว่าพระเดชพระคุณพระอาจารย์ใหญ่เมี่ยวซ่าน (ผู้เป็นพระอุปฌาจารย์) จะให้ท่านสร้างพระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าหนึ่งหมื่นพระองค์ที่เมืองจีนก็ตาม แต่พระเดชพระคุณพระอาจารย์ใหญ่ฯ ได้กล่าวไว้เสมอว่า คนจีนหลายต่อหลายคนบอกว่าท่านคือคนจีน คือลูกหลานจีน ท่านไม่อาจปฏิเสธได้ว่าท่านมีเชื้อสายจีน แต่หากว่าท่านเกิดเมืองไทย ท่านคือคนไทย ท่านโชคดีเหลือเกินที่ท่านเกิดมาบนผืนแผ่นดินไทย ที่ซึ่งมีพระมหากษัตริย์ผู้เปี่ยมด้วยพระมหาเมตตา ฉะนั้นพระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าหนึ่งหมื่นพระองค์ต้องเกิดขึ้นที่นี่ ชีวิตนี้ท่านดีใจที่ได้เกิดมารับใช้พระพุทธศาสนา ได้มาสร้างประโยชน์ให้แก่พระศาสนา ซึ่งได้สร้างความภาคภูมิใจกว่าการมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย ชีวิตนี้ท่านขออุทิศให้แก่พระพุทธศาสนาเพื่อให้คนรุ่นหลังได้กราบไหว้บูชา 

สำหรับการก่อสร้างพระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าหนึ่งหมื่นพระองค์ ได้มีการวางศิลาฤกษ์ในวันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2531 หลังจากที่ได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์แล้ว การก่อสร้างได้ดำเนินไปตามขั้นตอน โดยมีพระเดชพระคุณพระอาจารย์เสริมศักดิ์ อธิปัญโญ ได้กรุณามาช่วยดูแลการก่อสร้างอย่างใกล้ชิด อีกทั้งนักบวชมหายานทุกรูป นำโดยพระเดชพระคุณพระอาจารย์ใหญ่ฯ และคณะกรรมการมูลนิธิศิษย์พระแม่กวนอิม รวมถึงสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาอีกหลายท่านร่วมกันลงมือ ลงแรง ร่วมใจกันก่อสร้างพระมหาเจดีย์แห่งนี้ จนถึงขั้นตอนของการขุดหน้าดินเพื่อที่จะทำฐานรากและชั้นใต้ดินขององค์พระมหาเจดีย์ฯ และได้มีสิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้นคือ การขุดดินจากผิวดินลึกลงไปถึง 8 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 50 เมตร แต่ไม่มีน้ำซึมออกมาจากใต้ดินเลยแม้แต่น้อย ในขณะเดียวกันภายนอกบริเวณพระมหาเจดีย์ฯ ได้มีการขุดคลองลึกลงไปเพียง 2 เมตร แต่กลับมีน้ำไหลออกมาจากชั้นใต้ดินเป็นจำนวนมาก และความอัศจรรย์ในครั้งนั้น จึงทำให้การก่อสร้างพระมหาเจดีย์ฯ ได้รับความสะดวกอย่างมาก เพราะไม่ต้องคอยสูบน้ำ ไม่ต้องใช้เครื่องมือกันดินไหล ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างได้อย่างมาก 

ตามปกติในการก่อสร้างอาคารสูงจะต้องใช้ทาวเวอร์เครนเพื่อลำเลียงสิ่งของวัสดุต่าง ๆ ในการก่อสร้าง แต่การก่อสร้างพระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าหนึ่งหมื่นพระองค์นี้ใช้ลิฟท์ต่อขึ้นไปทีละชั้นสำหรับลำเลียงวัสดุก่อสร้างต่าง ๆ ยิ่งพระมหาเจดีย์ฯ สร้างสูงขึ้นเท่าไหร่ก็ต้องต่อลิฟท์สูงขึ้นเท่านั้น นับได้ว่าเป็นการรวมพลังของกลุ่มคนอันใช้แรงกาย แรงใจ ในการขนอิฐ ขนปูน ขนทราย กว่าจะได้ทีละชั้นต้องอดทน และใช้ความพยายามอย่างมาก เป็นคติธรรมหนึ่งที่พระเดชพระคุณพระอาจารย์ใหญ่ฯ ใช้สอนลูกหลานและลูกศิษย์ทั้งหลายว่า ตราบใดที่เรามีความศรัทธา ความมุ่งมั่น และความสามัคคี เราจะสามารถเอาชนะทุกอุปสรรคที่กางกั้นและประสพความสำเร็จได้ในที่สุด ในทางกลับกันหากเราไม่มีความศรัทธา ความมุ่งมั่น ความสามัคคี ถึงแม้ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะให้พรเราสักเพียงใด หนทางสู่ความสำเร็จนั้นมันก็ช่างดูเลือนราง 

จากเขตที่รกชัฏกลายเป็นที่ที่ราบเรียบ 
จากฝุ่นผงปูนทรายกลายเป็นซีเมนต์ที่แข็งแกร่ง 
จากอิฐแต่ละก้อนกลายเป็นกำแพงที่มั่นคงมหึมา 
จากหลายร้อยดวงใจกลายเป็นพระมหาเจดีย์ฯ อันศักดิ์สิทธิ์ 

ในที่สุด การก่อสร้างพระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าหนึ่งหมื่นพระองค์ความสูง 21 ชั้นก็เสร็จสมบูรณ์ จากผืนดินว่างเปล่า กลายมาเป็นพระมหาเจดีย์ฯ อันศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธเจ้าหนึ่งหมื่นพระองค์ และพระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์ (อวโลกิเตศวร) พันกรพันเนตร สูง 8.30 เมตร แกะสลักด้วยไม้จันทน์หอมจากประเทศจีนปิดด้วยทองคำแท้ มีพระพักตร์ 20 พระพักตร์ จำนวน 4 องค์ นอกจากนี้โดยรอบพระมหาเจดีย์ฯ ยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป และเทวรูปพระโพธิสัตว์ เทพ เซียนต่าง ๆ ซึ่งแกะสลักจากหินหยกขาวจากประเทศจีนมากกว่า 300 องค์ 

พระมหาเจดีย์ฯ แห่งนี้ได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 5-15 ธันวาคม 2543 โดยมีพระสงฆ์จำนวน 1,000 รูป ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ทุกวัน โดยตลอด 11 วันแห่งการสมโภชมีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ทั้งสิ้นรวม 11,000 รูป พระมหาเจดีย์แห่งนี้ได้มีการสมโภชอีกครั้งระหว่างวันที่ 9-29 ธันวาคม พ.ศ. 2552 โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจากศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีฯ และได้ทรงบรรเลงกู่เจิงเพื่อถวายการสักการะแด่พระมหาโพธิสัตว์กวนอิมเป็นจำนวน 3 เพลงอีกด้วย ในโอกาสนี้ผู้นำศาสนาจากศาสนาต่าง ๆ และคณะบุคคลทั้งชาวไทยและต่างชาติ ได้เข้ารับพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณในฐานะผู้สร้างคุณความดีและบำเพ็ญประโยชน์เพื่อมวลมนุษยชาติ และผู้นำศาสนาต่าง ๆ จากนานาประเทศ ต่างพร้อมใจกันสวดถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และเพื่อสันติภาพ ในวันที่ 10 ธันวาคม 2552 โดยมี พลโทคณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 (ดำรงยศและตำแหน่งในเวลานั้น) เป็นประธานในพิธีฯ ตลอดระยะเวลา 21 วันแห่งการสมโภช มีพระสงฆ์จำนวนทั้งสิ้น 21,000 รูป สวดเจริญพระพุทธมนต์พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร 

พระมหาเจดีย์ฯ แห่งนี้ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธบริษัท และมหาชนจากทั่วทุกสารทิศที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในองค์พระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์ (อวโลกิเตศวร) กล่าวได้ว่าอิฐทุกก้อน ส่วนประกอบทุกส่วนล้วนหล่อหลอมมาจากความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของพระเดชพระคุณพระอาจารย์ใหญ่ ฯ พร้อมด้วยนักบวชทุกรูป และบรรดาศิษยานุศิษย์จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้ตั้งใจสร้างถวายไว้เป็นพุทธบูชาแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นสมบัติอันประเสริฐในพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ ปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ยังเป็นสถานที่บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ต่อสังคมนานับประการอีกด้วย